ระเบียบข้อบังคับ

ระเบียบข้อบังคับ

มูลนิธิ ๑๐๐ พระชันษา สมเด็จพระญาณสังวรานุสรณ์

____________

หมวดที่ ๑
ชื่อ เครื่องหมายและสำนักงานที่ตั้ง

ข้อ ๑ มูลนิธินี้มีชื่อว่า ’มูลนิธิ ๑๐๐ พระชันษา สมเด็จพระญาณสังวรานุสรณ์’ อักษรย่อ ‘สด.ญสส’

ข้อ ๒ เครื่องหมายและตราประทับของมูลนิธิ ๒.๑ เครื่องหมายของมูลนิธิมีลักษณะดังนี้

๒.๑  เครื่องหมายของมูลนิธิมีลักษณะดังนี้

Foundation Logo 

(เครื่องหมายประจำมูลนิธิ) เครื่องหมายประจำมูลนิธิมีลักษณะสำคัญ ๒ อย่าง กล่าวคือ (๑) มี พระรูปเจ้าประคุณสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (๒)  มีข้อความเป็นภาษาไทยใต้พระรูปว่า มูลนิธิ ๑๐๐ พระชันษา สมเด็จพระญาณสังวรานุสรณ์  พร้อมทั้งมีข้อความเป็นภาษาอังกฤษว่า Holiness  Somdet Phra Ñānasamvara Centennial Commemoration

๒.๒ ตราประทับของมูลนิธิ มีลักษณะดังนี้

ตราประทับของมูลนิธิมีลักษณะดังนี้
๑. เป็นรูปกงล้อพระธรรมจักรมีสัณฐานกลม
๒. มีข้อความเป็นภาษาไทยตรงกลางว่า ‘มูลนิธิ ๑๐๐  พระชันษา สมเด็จพระญาณสังวรานุสรณ์ ในพระสังฆราชูปถัมภ์’

ข้อ ๓ สำนักงานของมูลนิธิตั้งอยู่ที่  ๔๕/๘๒ หมู่ที่ ๕ หมู่บ้านสาวิตรี แขวงศาลาธรรมสพน์ เขตทวีวัฒนา กรุงเทพมหานคร ๑๐๑๗๐

 

หมวดที่ ๒
วัตถุประสงค์ของมูลนิธิ

ข้อ ๔. วัตถุประสงค์ของมูลนิธิ

๔.๑ เพื่อให้ทุนในการทำวิจัยทางพระพุทธศาสนาที่ได้มาตรฐานระดับชาติและระดับนานาชาติแก่ครูอาจารย์ของมหาวิทยาลัยมหิดล และ/หรือของสถาบันการศึกษาอื่น ที่คณะกรรมการมูลนิธิเห็นสมควร
๔.๒ เพื่อให้ทุนการศึกษาแก่พระภิกษุสามเณรหรือฆราวาสที่เข้าศึกษาระดับปริญญาตรี โทและเอก สาขาที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาของมหาวิทยาลัยมหิดล และ/หรือของสถาบันการศึกษาอื่น ที่คณะกรรมการมูลนิธิเห็นสมควร ทั้งเป็นทุนการศึกษาตลอดหลักสูตรและทุนสนับสนุนบางส่วน
๔.๓  เพื่อให้ทุนในการจัดชุดปาฐกถาสาธารณะชื่อ ’ชุดปาฐกถาถวายพระเกียรติแก่สมเด็จพระญาณสังวรสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก  (Somdet Phra Ñånasaµvara Lecture Series)”
๔.๔ เพื่อสนับสนุนกิจกรรมอื่นๆ อันจะส่งเสริมวิชาการด้านพุทธศาสนศึกษาของมหาวิทยาลัยมหิดลและ/หรือของสถาบันการศึกษาอื่นที่คณะกรรมการมูลนิธิเห็นสมควร
๔.๕ เพื่อดำเนินการสาธารณะประโยชน์ หรือร่วมมือกับองค์กรการกุศลอื่น ๆ เพื่อสาธารณะประโยชน์
๔.๖ มูลนิธินี้มุ่งเน้นการศึกษาและวิจัยทางพระพุทธศาสนา  ไม่ดำเนินการใดๆ อันเกี่ยวข้องกับการเมืองแต่ประการใด

 

หมวดที่ ๓
ทุนทรัพย์ ทรัพย์สิน และการได้มาซึ่งทรัพย์สิน

ข้อ ๕ ทรัพย์สินของมูลนิธิมีทุนแรกเริ่มคือ

๕.๑  เงินสด จำนวน ๒๐๐,๐๐๐ บาท (สองแสนบาทถ้วน)
๕.๒. ที่ดิน  ไม่มี

ข้อ ๖. มูลนิธิอาจได้มาซึ่งทรัพย์สิน โดยวิธีดังต่อไปนี้

๖.๑ เงิน หรือทรัพย์สินที่มีผู้มีจิตศรัทธาบริจาคให้โดยกระทำพินัยกรรม หรือนิติกรรมสัญญาอื่น ๆ โดยมิได้มีเงื่อนไขผูกพันให้มูลนิธิต้องรับผิดชอบในหนี้สินหรือภาระผูกพันอื่นใด
๖.๒ เงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้มีจิตศรัทธาบริจาคให้
๖.๓ ดอกผลซึ่งเกิดจากเงินฝากหรือทรัพย์สินของมูลนิธิ
๖.๔ รายได้อื่นเกิดจากการจัดกิจกรรมต่างๆ ของมูลนิธิ

 

หมวดที่ ๔
คุณสมบัติ และการพ้นจากตำแหน่งของกรรมการ

ข้อ ๗. กรรมการของมูลนิธิต้องมีคุณสมบัติดังนี้

๗.๑ มีอายุไม่ต่ำกว่า ๒๕ ปีบริบูรณ์
๗.๒ ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย หรือไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ
๗.๓ ไม่เป็นผู้ต้องคำพิพากษาจากศาลให้จำคุกหรือต้องคดีอาญาแผ่นดิน

ข้อ ๘. กรรมการของมูลนิธิพ้นจากตำแหน่งเมื่อ

๘.๑ ถึงคราวออกตามวาระ
๘.๒ ตายหรือลาออก
๘.๓ ขาดคุณสมบัติตามข้อ ๗ แห่งข้อบังคับนี้
๘.๔ เป็นผู้มีความประพฤติเสื่อมเสียและคณะกรรมการมูลนิธิมีมติให้ออกโดยคะแนนเสียงส่วนใหญ่
๘.๕ ขาดการประชุมกรรมการมูลนิธิ ๓ ครั้งติดต่อกัน

 

หมวดที่ ๕
การดำเนินงานของคณะกรรมการมูลนิธิ

ข้อ ๙.   มูลนิธิดำเนินการโดยคณะกรรมการมูลนิธิซึ่งมีจำนวนไม่น้อยกว่า ๕ คนแต่ไม่เกิน ๑๕ คน

ข้อ ๑๐. คณะกรรมการของมูลนิธิ ประกอบด้วย ประธานกรรมการมูลนิธิ รองประธานกรรมการมูลนิธิ เลขานุการมูลนิธิ เหรัญญิก และตำแหน่งอื่นๆ ตามที่คณะกรรมการมูลนิธิเห็นสมควร

ข้อ ๑๑. วิธีเลือกตั้งกรรมการมูลนิธิให้ปฏิบัติดังนี้
ให้คณะกรรมการมูลนิธิที่ดำรงตำแหน่งอยู่เลือกตั้งประธานกรรมการมูลนิธิ และกรรมการอื่น ๆ ตามจำนวนที่เห็นสมควรตามข้อบังคับ

ข้อ ๑๒. กรรมการการดำเนินงานมูลนิธิอยู่ในตำแหน่งคราวละ ๒ ปี

ข้อ ๑๓. เพื่อให้การดำเนินงานของมูลนิธิได้เป็นไปโดยติดต่อกัน เมื่อคณะกรรมการมูลนิธิได้ปฏิบัติหน้าที่มาครบ ๑ ปี ให้มีการจับสลากออกไปหนึ่งในสองของจำนวนกรรมการมูลนิธิที่ได้รับเลือกเป็นกรรมการดำเนินงานของมูลนิธิครั้งแรก และให้ถือว่าเป็นการออกตามวาระ

ข้อ ๑๔. การเลือกตั้งคณะกรรมการมูลนิธิให้ถือเสียงข้างมากของที่ประชุมคณะกรรมการมูลนิธิเป็นเกณฑ์

ข้อ ๑๕. กรรมการมูลนิธิที่พ้นจากตำแหน่งตามวาระ อาจได้รับเลือกเข้าเป็นกรรมการมูลนิธิได้อีก

ข้อ ๑๖. ถ้าตำแหน่งกรรมการมูลนิธิว่างลง ให้คณะกรรมการมูลนิธิที่เหลืออยู่ ตั้งบุคคลอื่นเป็นกรรมการมูลนิธิแทนตำแหน่งที่ว่าง กรรมการมูลนิธิผู้ได้รับการตั้งซ่อม อยู่ในตำแหน่งเท่าวาระของผู้ที่ตนแทน

ข้อ ๑๗. เมื่อมีกรรมการมูลนิธิพ้นจากตำแหน่ง เพราะถึงคราวออกตามวาระ ให้กรรมการของมูลนิธิที่พ้นจากตำแหน่ง ปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการมูลนิธิต่อไป จนกว่ามูลนิธิจะได้รับแจ้งการจดทะเบียนกรรมการของมูลนิธิที่ตั้งใหม่

 

หมวดที่ ๖
อำนาจหน้าที่คณะกรรมการมูลนิธิ

ข้อ ๑๘. คณะกรรมการมูลนิธิ มีอำนาจหน้าที่ในการดำเนินกิจการของมูลนิธิ ตามวัตถุประสงค์ของมูลนิธิและภายใต้ข้อบังคับนี้ ให้มีอำนาจหน้าที่ต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

๑๘.๑ กำหนดนโยบายของมูลนิธิ และดำเนินงานตามนโยบายนั้น
๑๘.๒ ควบคุมการเงินและทรัพย์สินต่าง ๆ ของมูลนิธิ
๑๘.๓ เลือกตั้งผู้ตรวจสอบบัญชี
๑๘.๔ เสนอรายงานกิจการ รายงานการเงินและบัญชีงบดุล รายรับ-รายจ่ายต่อกระทรวงมหาดไทย
๑๘.๕ ดำเนินการให้เป็นไปตามมติที่ประชุมคณะกรรมการมูลนิธิ และวัตถุประสงค์ของข้อบังคับนี้
๑๘.๖ ตราระเบียบเกี่ยวกับการดำเนินกิจการของมูลนิธิ
๑๘.๗ แต่งตั้งหรือถอดถอนอนุกรรมการขึ้นคณะหนึ่งหรือหลายคณะเพื่อดำเนินการเฉพาะอย่างของมูลนิธิภายใต้การควบคุมของคณะกรรมการมูลนิธิ
๑๘.๘ เชิญผู้ทรงคุณวุฒิ หรือบุคคลที่ทำประโยชน์ให้มูลนิธิเป็นพิเศษ เป็นกรรมการกิตติมศักดิ์
๑๘.๙ เชิญผู้ทรงเกียรติ เป็นผู้อุปถัมภ์มูลนิธิ
๑๘.๑๐ เชิญผู้ทรงคุณวุฒิ เป็นที่ปรึกษาของคณะกรรมการมูลนิธิ
๑๘.๑๑ แต่งตั้งหรือถอดถอนเจ้าหน้าที่ประจำของมูลนิธิ

ทั้งนี้ มติให้ดำเนินการตามข้อ ๑๘.๘  ข้อ ๑๘.๙ และ ข้อ ๑๘.๑๐ ต้องมีมติเสียงข้างมากของที่ประชุมคณะกรรมการมูลนิธิเท่านั้น

ข้อ ๑๙. ประธานกรรมการมูลนิธิ มีหน้าที่ดังนี้

๑๙.๑ เป็นประธานของการประชุมคณะกรรมการมูลนิธิ
๑๙.๒ สั่งเรียกประชุมคณะกรรมการมูลนิธิ
๑๙.๓ เป็นผู้แทนของมูลนิธิในการติดต่อกับบุคคลภายนอกหรือการลงลายมือชื่อในเอกสารข้อบังคับและหนังสืออันเป็นหลักฐานของมูลนิธิ เมื่อประธานกรรมการ มูลนิธิหรือกรรมการมูลนิธิผู้ได้รับมอบหมายให้ทำการแทน ได้ลงลายมือชื่อแล้ว จึงเป็นอันใช้ได้
๑๙.๔ ปฏิบัติการอื่น ๆ ตามข้อบังคับและมติของคณะกรรมการมูลนิธิ

ข้อ ๒๐. ให้รองประธานกรรมการมูลนิธิ ทำหน้าที่แทนประธานกรรมการมูลนิธิ เมื่อประธานกรรมการไม่ สามารถ ปฏิบัติหน้าที่ได้ หรือในกรณีที่ประธานกรรมการมอบหมายให้ทำการแทน

ข้อ ๒๑. ถ้าประธานกรรมการมูลนิธิและรองประธานกรรมการมูลนิธิ ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ในการประชุมคราวหนึ่งคราวใดได้ ให้ที่ประชุมเลือกตั้งกรรมการมูลนิธิคนใดคนหนึ่งเป็นประธานสำหรับการประชุมคราวนั้น

ข้อ ๒๒. เลขานุการมูลนิธิ มีหน้าที่ควบคุมกิจการ และดำเนินการประจำของมูลนิธิติดต่อประสานงาน ทั่ว ไป รักษาระเบียบและข้อบังคับของมูลนิธินัดประชุมกรรมการตามคำสั่งของประธานกรรมการมูลนิธิและทำรายงานการประชุม ตลอดจนรายงานกิจการของมูลนิธิ

ข้อ ๒๓. เหรัญญิก มีหน้าที่ควบคุมการเงิน ทรัพย์สินของมูลนิธิ ตลอดจนบัญชีและเอกสารที่เกี่ยวข้องให้ถูกต้องและเป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการมูลนิธิกำหนด

ข้อ ๒๔. สำหรับกรรมการตำแหน่งอื่น ๆ ให้มีหน้าที่ตามที่คณะกรรมการมูลนิธิกำหนด โดยทำเป็นคำสั่งระบุอำนาจหน้าที่ให้ชัดเจน

ข้อ ๒๕ คณะกรรมการมูลนิธิมีสิทธิ์เข้าร่วมประชุมกรรมการหรืออนุกรรมการอื่นๆ ของมูลนิธิได้

 

หมวดที่ ๗
อนุกรรมการ

ข้อ ๒๖. คณะกรรมการมูลนิธิอาจแต่งตั้งหรือถอดถอนอนุกรรมการได้ตามความเหมาะสม โดยจะแต่งตั้งให้เป็นอนุกรรมการประจำ หรือเพื่อการใดเป็นกรณีพิเศษเฉพาะคราวก็ได้ และในกรณีที่คณะกรรมการมูลนิธิไม่ได้แต่งตั้งประธานอนุกรรมการ เลขานุการหรือตำแหน่งอื่นไว้ ก็ให้ อนุกรรมการแต่ละคนแต่งตั้ง  กันเองเพื่อดำรงตำแหน่งดังกล่าวได้

ข้อ ๒๗. อนุกรรมการอยู่ในตำแหน่งจนกว่าจะเสร็จงานที่ได้รับมอบหมายให้ทำ ส่วนคณะอนุกรรมการประจำ อยู่ในตำแหน่งตามเวลาที่คณะกรรมการมูลนิธิกำหนดซึ่งถ้ามิได้กำหนดไว้ก็ให้อยู่ในตำแหน่งได้เพียงเท่า วาระของคณะกรรมการมูลนิธิซึ่งเป็นผู้แต่งตั้ง และอนุกรรมการที่พ้นจากตำแหน่งอาจได้รับการแต่งตั้งได้อีก

๒๗.๑ อนุกรรมการมีหน้าที่ดำเนินการ ตามที่คณะกรรมการมูลนิธิมอบหมาย
๒๗.๒ อนุกรรมการมีหน้าที่เสนอความคิดเห็นต่อคณะกรรมการมูลนิธิเกี่ยวกับงานที่ได้รับมอบหมาย

 

หมวดที่ ๘
การประชุมคณะกรรมการมูลนิธิ

ข้อ ๒๘. คณะกรรมการมูลนิธิจะต้องจัดให้มีการประชุมสามัญประจำปีทุก ๆ ปี และต้องมีกรรมการมูลนิธิเข้าประชุมอย่างน้อยกึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมด จึงจะเป็นองค์ประชุม

ข้อ ๒๙. การประชุมวิสามัญอาจมีได้ในเมื่อประธานกรรมการมูลนิธิ หรือเมื่อคณะกรรมการมูลนิธิตั้งแต่ ๓ คน ขึ้นไป แสดงความประสงค์ไปยังประธานกรรมการมูลนิธิ หรือผู้ทำการแทน ขอให้มีการจัดประชุมก็ให้ เรียกประชุมวิสามัญได้

ข้อ ๓๐. กำหนดการประชุมและองค์ประชุมของอนุกรรมการ ให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการมูลนิธิกำหนด ซึ่งถ้ามิได้กำหนดไว้ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกำหนดการประชุม ให้คณะอนุกรรมการตกลงกันเอง และในส่วนที่เกี่ยวข้องกับองค์ประชุม ให้ใช้ข้อ ๒๘ บังคับโดยอนุโลม

ข้อ ๓๑. การเรียกประชุมกรรมการนั้น จะต้องส่งหนังสือนัดประชุม แจ้งวัน เวลา และสถานที่ประชุม พร้อมทั้งระเบียบวาระล่วงหน้าไม่น้อยกว่า ๗ วัน เว้นแต่เรื่องซึ่งประธานกรรมการหรือผู้ทำการแทนเห็นว่าเป็นเรื่องเร่งด่วน จะแจ้งล่วงหน้าน้อยกว่า ๗ วันก็ได้

ข้อ ๓๒. ในการประชุมคณะกรรมการมูลนิธิหรือคณะอนุกรรมการ หากมิได้มีข้อบังคับกำหนดไว้เป็นอย่างอื่นมติของที่ประชุมให้ถือเอาคะแนนเสียงข้างมาก ในกรณีที่มีคะแนนเสียงเท่ากัน ให้ประธานในที่ประชุมเป็นผู้ชี้ขาด กิจการใดที่เป็นงานประจำหรือเป็นกิจการเล็กน้อยประธานกรรมการมูลนิธิมีอำนาจสั่งให้ใช้วิธีสอบถามมติทางหนังสือแทนการเรียก ประชุมคณะกรรมการมูลนิธิ แต่ประธานกรรมการมูลนิธิ ต้องรายงานต่อที่ประชุมคณะกรรมการมูลนิธิในคราวต่อไป ถึงมติและกิจการที่ได้ดำเนินการไปตามมตินั้น กิจการใดเป็นงานประจำ หรือเป็นกิจการเล็กน้อยหรือไม่ ย่อมอยู่ในดุลพินิจของประธานกรรมการมูลนิธิ

ข้อ ๓๓. ในการประชุมคณะกรรมการมูลนิธิหรือคณะอนุกรรมการ ประธานกรรมการมูลนิธิ หรือประธานที่ประชุม มีอำนาจเชิญหรืออนุญาตให้บุคคลที่เห็นสมควรเข้าร่วมประชุม ในฐานะแขกผู้มีเกียรติหรือผู้สังเกตการณ์ หรือเพื่อชี้แจง หรือเพื่อให้คำปรึกษาแก่ที่ประชุมได้

 

หมวดที่ ๙
การเงินและการบัญชี

ข้อ ๓๔. ประธานกรรมการมูลนิธิ หรือรองประธานกรรมการมูลนิธิในกรณีที่ทำหน้าที่แทน มีอำนาจสั่งจ่ายเงินได้คราวละไม่เกิน ๑๐,๐๐๐ บาท (หนึ่งหมื่นบาทถ้วน) ถ้าเกินกว่าจำนวนดังกล่าว ต้องได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการมูลนิธิโดยมติเสียงข้างมาก เว้นแต่กรณีจำเป็นและเร่งด่วนให้อยู่ในดุลพินิจของประธานกรรมการมูลนิธิที่ จะอนุมัติให้จ่ายได้ แล้วต้องรายงานให้คณะกรรมการมูลนิธิทราบในการประชุมคราวต่อไป

ข้อ ๓๕. เหรัญญิกมีอำนาจเก็บรักษาเงินสดได้ครั้งละไม่เกิน ๑๐,๐๐๐ บาท (หนึ่งหมื่นบาทถ้วน)

ข้อ ๓๖. เงินสดของมูลนิธิหรือเอกสารสิทธิ ต้องนำไปฝากไว้กับธนาคารหรือสถาบันการเงินอื่นใดที่รัฐบาลให้การค้ำประกัน แล้วแต่คณะกรรมการมูลนิธิจะเห็นสมควร

ข้อ ๓๗. การโยกย้ายเงินฝากจากธนาคารหนึ่งไปอีกธนาคารหนึ่ง จะกระทำมิได้ เว้นแต่ที่ประชุมคณะกรรมการมูลนิธิลงมติเห็นชอบ ไม่น้อยกว่าสองในสามของกรรมการทั้งหมด และให้บันทึกเหตุผลของการโยกย้ายเงินฝากในรายงานการประชุมไว้ด้วย

ข้อ ๓๘. การถอนเงินฝากธนาคาร จะต้องมีลายมือชื่อของประธานกรรมการมูลนิธิหรือผู้ทำการแทน กับ เลขานุการหรือเหรัญญิก พร้อมทั้งมีตราประทับของมูลนิธิประทับทุกครั้ง จึงเบิกจ่ายได้

ข้อ ๓๙. การรับเงินที่มีผู้บริจาคสมทบ หรือได้มาโดยวิธีอื่น เหรัญญิกจะต้องทำใบเสร็จรับเงิน มีลายมือชื่อประธานมูลนิธิหรือผู้ทำการแทนกับเหรัญญิกทุกครั้ง จึงจะถือว่าใบเสร็จรับเงินสมบูรณ์ ใช้เป็นหลักฐานในการลงบัญชีได้

ข้อ ๔๐. การใช้จ่ายเงินตามวัตถุประสงค์ของมูลนิธิรวมทั้งค่าใช้จ่ายประจำสำนักงานให้ใช้จ่ายได้จาก (๑)ทรัพย์สินที่เป็นทุนโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการมูลนิธิ (๒) ดอกผลอันเกิดจากทรัพย์สินที่เป็นทุน (๓) เงินที่ผู้บริจาคมิได้แสดงเจตนาให้เป็นเงินสมทบทุนโดยเฉพาะ (๔) รายได้อันเกิดจากการจัดกิจกรรมของมูลนิธิ  การจ่ายเงินตาม (๒) ให้ใช้จ่ายได้เพียงร้อยละ๘๐ส่วนอีกร้อยละ ๒๐ ให้สมทบเข้าเป็นมูลนิธิ

ข้อ ๔๑. ให้คณะกรรมการมูลนิธิวางระเบียบเกี่ยวกับการเงิน การบัญชีและทรัพย์สินของมูลนิธิ ตลอดจน กำหนดอำนาจหน้าที่ต่างๆ เกี่ยวกับการรับและจ่ายเงินนอกเหนือจากที่กำหนดไว้ในข้อบังคับข้อ ๔๒. ให้มีการทำบัญชี งบดุลประจำปี โดยถือเอาวันที่ ๓๑ ตุลาคม ของทุกปี เป็นวันสิ้นสุดของรอบระยะเวลาบัญชี

ข้อ ๔๓. ให้มีผู้ตรวจสอบบัญชีของมูลนิธิ ซึ่งคณะกรรมการมูลนิธิเห็นชอบ และแต่งตั้งจากบุคคลที่ไม่ใช่กรรมการหรือเจ้าหน้าที่อื่นของมูลนิธิ โดยจะให้ดำรงตำแหน่งกิตติมศักดิ์ หรือได้รับค่าตอบแทนอย่างไร สุดแต่มติที่ประชุมคณะกรรมการมูลนิธิกำหนด

ข้อ ๔๔. ผู้ตรวจสอบบัญชี มีอำนาจหน้าที่ตรวจสอบบัญชีของมูลนิธิ และรับรองบัญชีงบดุลประจำปี ที่คณะกรรมการมูลนิธิจะต้องรายงานต่อกระทรวงมหาดไทย ผู้ตรวจสอบบัญชีมีสิทธิตรวจสอบบัญชี และเอกสารที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนสอบถามกรรมการมูลนิธิและเจ้าหน้าที่ของมูลนิธิในเรื่องใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเงินและการบัญชีได้

 

หมวดที่ ๑๐
การแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับ

ข้อ ๔๕.การแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับจะกระทำได้ โดยเฉพาะที่ประชุมคณะกรรมการมูลนิธิ ซึ่งต้องมีกรรมการมูลนิธิเข้าประชุมไม่น้อยกว่าสามในสี่ของจำนวนกรรมการ ทั้งหมด และการอนุมัติให้แก้ไขหรือเพิ่มเติมข้อบังคับต้องประกอบด้วย คะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนกรรมการที่เข้าประชุม

 

หมวดที่ ๑๑
การเลิกมูลนิธิ

ข้อ ๔๖.ถ้ามูลนิธิต้องเลิกล้มไปโดยมติของคณะกรรมการมูลนิธิ หรือโดยเหตุใดก็ตาม ทรัพย์สินทั้งหมดของมูลนิธิที่เหลืออยู่ให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์แก่มหาวิทยาลัยมหิดลเพื่อนำไปทำกิจกรรมอื่นๆ ที่เป็นไปเพื่อการจรรโลงพระพุทธศาสนา ทั้งนี้ กิจกรรมที่ทำขอให้ระบุอย่างชัดเจนด้วยว่าเป็นไปเพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (เจริญ สุวฑฺฒนมหาเถร)

ข้อ ๔๗. การสิ้นสุดของมูลนิธินั้น นอกจากที่กฎหมายบัญญัติไว้แล้ว ให้มูลนิธิเป็นอันสิ้นสุดลงโดยมิต้องให้ศาลสั่งเลิกด้วยเหตุต่อไปนี้:-

๔๗.๑ เมื่อมูลนิธิได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนตั้งเป็นนิติบุคคลแล้วไม่ได้รับทรัพย์สินตามคำมั่นเต็มจำนวน
๔๗.๒ เมื่อกรรมการมูลนิธิจำนวนสองในสามมีมติให้เลิก
๔๗.๓ เมื่อมูลนิธิไม่อาจหากรรมการได้ครบตามจำนวนกรรมการที่กำหนดไว้ในข้อบังคับ
๔๗.๔ เมื่อมูลนิธิไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้ไม่ว่าด้วยเหตุใดๆ

 

หมวดที่ ๑๒
การตีความข้อบังคับของมูลนิธิ

ข้อ ๔๘ การตีความในข้องบังคับของมูลนิธิหากเป็นที่สงสัยให้คณะกรรมการมูลนิธิโดยเสียงข้างมากของจำนวนกรรมการที่มีอยู่เป็นผู้ชี้ขาด

ข้อ ๔๙ ให้ทำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งพาณิชย์ว่าด้วยมูลนิธิมาใช้บังคับเมื่อข้อบังคับของมูลนิธิได้กำหนดไว้

ข้อ ๔๙ มูลนิธิจะต้องไม่กระทำการค้ากำไรและจะต้องไม่ดำเนินการนอกเหนือไปจากข้อบังคับที่กำหนดไว้
 

 

ลงนาม..................................................... (ผู้จัดทำข้อบังคับ)

ดร.นพ.อุษณากร อมาตยกุล